Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ "เคยเป็นสีแดงเดียว"

"เคยเป็นสีแดงเดียว"

Saturday, 30 June 2012 08:53

"ครั้งอดีตเป็นอดีตไปแล้วหรือ ไยพลิกฟ้าด้วยฝ่ามืออันหยาบกร้าน ไยไปเคารพศักดินาเผด็จการ กลายเป็นเหลืองอันธพาลท่านพันตา"

 

เก้าโมงเช้าวันพฤหัสบดี "สหายศรชัย" อดิศร เพียงเกษ ตั้งใจอ่านบทกวี ที่เขียนสดๆ ผ่านรายการ "ตรงไปตรงมา" ทางสถานีเอเชียอัพเดท ฝากไปถึง "สหายพันตา" สุรชัย จันทิมาธร โดยมี "สหายตะวัน/สหายไพรำ" วิสา คัญทัพ นั่งฟังอยู่ข้างๆ
เหตุที่อดิศรต้องจับปากกาวิพากษ์สหายพันตา ก็สืบเนื่องจากบทกวีที่ว่าด้วยเรื่อง "สีแดง" จากเฟซบุ๊ค ของ ท.เสน สัญจร (นามปากกาของสุรชัย)
จะว่าไปแล้ว ในอดีตแห่งการต่อสู้บนทางปืน "อดิศร" กับ "สุรชัย" ก็ไม่เคยพาดพันกันสักเท่าใด อยู่กันละที่ คนละทาง คนละ "สถานะ" ทางจัดตั้ง
หลัง 6 ตุลาคม 2519 สุรชัยกับชาวคาราวาน เข้าป่าตรงรอยต่อเลย-หนองบัวภู กลายเป็น "นักรบวัฒนธรรม" ประจำหน่วยศิลป์ เขตงานภูซาง ก่อนจะย้ายไปอยู่หน่วยศิลป์ 82 บนภูพยัคฆ์ (ฐานที่มั่นน่าน)
ส่วน ทองปักษ์ เพียงเกษ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ พาครอบครัว (รวมทั้งอดิศร) ข้ามโขงไปพำนักอยู่กับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พป.ปล.) แล้วก็ถูกส่งไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในฐานะ "แนวร่วม"
พคท.ตั้งสำนัก A 30 ไว้ที่แขวงอุดมไซ สปป.ลาว เพื่อรับรอง "แนวร่วม" จากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ และปัญญาชนชั้นนำ
วิสา คัญทัพ ก็มีสถานะเป็นแนวร่วม จึงได้ตั้งวงดนตรีร่วมกับ "อดิศร" ที่สำนัก A 30 ทั้งร้องทั้งแต่งเพลง แล้วก็ส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.)
ราวปี 2521 เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคพี่น้อง แนวร่วม พคท.บางกลุ่มแยกตัวออกมาอยู่ใต้ร่มธงพรรคประชาชนปฏิวัติลาว รวมถึง "ทองปักษ์" ก็พาครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ที่เวียงจันทน์
เดิมทีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีโมเดล "ยึดอีสาน" ประสาน "ยึดพนมเปญ" แต่ พคท.ไม่เอาด้วย เนื่องจากผู้นำพรรคไทยเชื่อฟังพรรคจีน มิใช่มีสำนึกรักชาติเหมือนนิยายที่อดีต สมาชิก พคท. สายลุงชิต เขียนแก้ต่างไว้ในเว็บไซต์ของ พคท. (ยุคปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง)
จึงทำให้ "ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย" ไม่ได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นเหมือนกรณี "แนวร่วมประชาชาติประชาชนกัมพูชา" ที่ประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลเขมรแดง
"อดีตแนวร่วม พคท." ในอุปถัมภ์ของพรรคลาว จึงได้เขียนแถลงการณ์ประณาม "มหาอำนาจฮั่นปักกิ่ง" ที่สมคบกับรัฐบาลไทย หนุนพวกปฏิกิริยา (เขมรแดง เขมรสีหนุ เขมรเสรี) บ่อนทำลายรัฐบาลปฏิวัติกัมพูชา โดยการนำของ "เจียซิม-เฮงสัมริน-ฮุนเซน"
จริงๆ แล้ว พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคประชาชนกัมพูชา และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ สหพันธ์อินโดจีนของ "ลุงโฮ"
บังเอิญพรรคจีนดึงพรรคไทยไปอยู่ใต้กรงเล็บมังกร จึงทำให้ผู้นำมังกรน้อย วาดหวังที่จะให้ "พรรคพี่น้องอินโดจีน" ก่อการยึดไทยให้ได้ หลังจากการโค่นสมุนปักกิ่งที่พนมเปญ
แม้ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย จะกระทำการไม่สำเร็จ แต่ "ตัวละคร" ที่เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคไทยในสมัยนั้น ยังได้รับการดูแลจากพรรคพี่น้องอินโดจีนในฐานะมิตรสหาย
อย่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 สหายศรชัยต้องปลีกวิเวกออกจากราชประสงค์ ไปหลบภัยอยู่ในลาว ก็ได้รับการดูแลจากพรรคลาว ทั้งบ้านพักอาศัย และมอบเงินให้ใช้จ่ายเดือนละ 1 ล้านกีบ (โดยประมาณ) ต่อจากนั้น เขาก็ไปพำนักอยู่ในพนมเปญร่วมกับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ
จึงไม่แปลกที่สหายศรชัย จะแต่งเพลงสรรเสริญประชาชนกัมพูชา ทำนองเดียวกับสหายไพรำ เขียนเพลงสดุดีฮุนเซน
สหายศรชัย ยังฝันที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนราชอาณาจักรกัมพูชา!

เก้าโมงเช้าวันพฤหัสบดี "สหายศรชัย" อดิศร เพียงเกษ ตั้งใจอ่านบทกวี ที่เขียนสดๆ ผ่านรายการ "ตรงไปตรงมา" ทางสถานีเอเชียอัพเดท ฝากไปถึง "สหายพันตา" สุรชัย จันทิมาธร โดยมี "สหายตะวัน/สหายไพรำ" วิสา คัญทัพ นั่งฟังอยู่ข้างๆ

 

เหตุที่อดิศรต้องจับปากกาวิพากษ์สหายพันตา ก็สืบเนื่องจากบทกวีที่ว่าด้วยเรื่อง "สีแดง" จากเฟซบุ๊ค ของ ท.เสน สัญจร (นามปากกาของสุรชัย)

 

จะว่าไปแล้ว ในอดีตแห่งการต่อสู้บนทางปืน "อดิศร" กับ "สุรชัย" ก็ไม่เคยพาดพันกันสักเท่าใด อยู่กันละที่ คนละทาง คนละ "สถานะ" ทางจัดตั้ง

 

หลัง 6 ตุลาคม 2519 สุรชัยกับชาวคาราวาน เข้าป่าตรงรอยต่อเลย-หนองบัวภู กลายเป็น "นักรบวัฒนธรรม" ประจำหน่วยศิลป์ เขตงานภูซาง ก่อนจะย้ายไปอยู่หน่วยศิลป์ 82 บนภูพยัคฆ์ (ฐานที่มั่นน่าน)

 

ส่วน ทองปักษ์ เพียงเกษ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ พาครอบครัว (รวมทั้งอดิศร) ข้ามโขงไปพำนักอยู่กับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พป.ปล.) แล้วก็ถูกส่งไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในฐานะ "แนวร่วม"

 

พคท.ตั้งสำนัก A 30 ไว้ที่แขวงอุดมไซ สปป.ลาว เพื่อรับรอง "แนวร่วม" จากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ และปัญญาชนชั้นนำ

 

วิสา คัญทัพ ก็มีสถานะเป็นแนวร่วม จึงได้ตั้งวงดนตรีร่วมกับ "อดิศร" ที่สำนัก A 30 ทั้งร้องทั้งแต่งเพลง แล้วก็ส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.)

 

ราวปี 2521 เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคพี่น้อง แนวร่วม พคท.บางกลุ่มแยกตัวออกมาอยู่ใต้ร่มธงพรรคประชาชนปฏิวัติลาว รวมถึง "ทองปักษ์" ก็พาครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ที่เวียงจันทน์

 

เดิมทีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีโมเดล "ยึดอีสาน" ประสาน "ยึดพนมเปญ" แต่ พคท.ไม่เอาด้วย เนื่องจากผู้นำพรรคไทยเชื่อฟังพรรคจีน มิใช่มีสำนึกรักชาติเหมือนนิยายที่อดีต สมาชิก พคท. สายลุงชิต เขียนแก้ต่างไว้ในเว็บไซต์ของ พคท. (ยุคปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง)

 

จึงทำให้ "ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย" ไม่ได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นเหมือนกรณี "แนวร่วมประชาชาติประชาชนกัมพูชา" ที่ประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลเขมรแดง

 

"อดีตแนวร่วม พคท." ในอุปถัมภ์ของพรรคลาว จึงได้เขียนแถลงการณ์ประณาม "มหาอำนาจฮั่นปักกิ่ง" ที่สมคบกับรัฐบาลไทย หนุนพวกปฏิกิริยา (เขมรแดง เขมรสีหนุ เขมรเสรี) บ่อนทำลายรัฐบาลปฏิวัติกัมพูชา โดยการนำของ "เจียซิม-เฮงสัมริน-ฮุนเซน"

 

จริงๆ แล้ว พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคประชาชนกัมพูชา และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ สหพันธ์อินโดจีนของ "ลุงโฮ"

 

บังเอิญพรรคจีนดึงพรรคไทยไปอยู่ใต้กรงเล็บมังกร จึงทำให้ผู้นำมังกรน้อย วาดหวังที่จะให้ "พรรคพี่น้องอินโดจีน" ก่อการยึดไทยให้ได้ หลังจากการโค่นสมุนปักกิ่งที่พนมเปญ

 

แม้ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย จะกระทำการไม่สำเร็จ แต่ "ตัวละคร" ที่เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคไทยในสมัยนั้น ยังได้รับการดูแลจากพรรคพี่น้องอินโดจีนในฐานะมิตรสหาย

 

อย่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 สหายศรชัยต้องปลีกวิเวกออกจากราชประสงค์ ไปหลบภัยอยู่ในลาว ก็ได้รับการดูแลจากพรรคลาว ทั้งบ้านพักอาศัย และมอบเงินให้ใช้จ่ายเดือนละ 1 ล้านกีบ (โดยประมาณ) ต่อจากนั้น เขาก็ไปพำนักอยู่ในพนมเปญร่วมกับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ

 

จึงไม่แปลกที่สหายศรชัย จะแต่งเพลงสรรเสริญประชาชนกัมพูชา ทำนองเดียวกับสหายไพรำ เขียนเพลงสดุดีฮุนเซน

สหายศรชัย ยังฝันที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนราชอาณาจักรกัมพูชา!

 

ที่มา :: http://www.manager.co.th